Home / ป้องกันโรคก่อนเกิด / รู้เท่าทัน “ไข้หวัดใหญ่” กับวิธีป้องกันรักษาให้หายได้ด้วยตัวคุณเอง !

รู้เท่าทัน “ไข้หวัดใหญ่” กับวิธีป้องกันรักษาให้หายได้ด้วยตัวคุณเอง !

เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่นั้นมักปะปนอยู่กับฝอยของละอองเสมหะ น้ำมูกและน้ำลายของผู้ป่วย ซึ่งเราสามารถติดเชื้อได้จากผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัด หากผู้ป่วยไอหรือจามรดมาถูกตัวเรา แม้เพียงในระยะ 1 ช่วงแขนก็ตาม เชื้อดังกล่าวก็สามารถเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านอากาศหายใจได้อย่างง่ายดายแล้ว นอกจากนี้ การสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได ปุ่มลิฟต์ หรือโทรศัพท์ ฯลฯ แล้วนำมือมาสัมผัสกับบริเวณตา จมูกหรือปากก็ทำให้เราได้รับเชื้อได้แล้วเช่นเดียวกัน

7.1allergy

อาการของไข้หวัดใหญ่

หากได้รับเชื้อเข้าไปแล้วภายใน 2 – 3 วัน (ไม่เกิน 7 วัน) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ ไข้ขึ้น ปวดเมื่อยกลามเนื้อ หนาวสั่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ บางรายอาจมีอาการอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย

อาการของผู้ป่วยที่ควรรีบพาส่งโรงพยาบาล

สำหรับอาการเหล่านี้ คืออาการในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่เริ่มทวีความรุนแรงจนน่ากังวลมากขึ้น ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดไม่ควรนิ่งนอนใจปล่อยไว้ หากพบอาการดังนี้ควรนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรีบทำการรักษาโดยเร็วจะดีที่สุด

– ผู้ป่วยมีไข้สูงมาก และไข้ไม่ลดลงภายใน 2 วัน
– ไอหนักมาก หายใจถี่ หอบเหนื่อยร่วมกับอาการเจ็บหน้าอก
– อาการเซื่องซึม อ่อนเพลียมาก หากเป็นเด็กเล็กจะร้องไห้งอแงกว่าปกติ
– รับประทานอาหารไม่ได้ เบื่ออาหารจึงรับประทานได้น้อยมาก
– ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ ส่งผลให้ตาโหล ผิวและริมฝีปากแห้งกร้าน นอกจากนี้ ยังมีอาการอาเจียนและท้องร่วงด้วย
– ปัสสาวะได้น้อย และผิวปลายมือปลายเท้าจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ

ผู้ที่เสี่ยงป่วยเป็นไข้หวัดในภาวะรุนแรง

– ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน หอบหืด โรคปอด หัวใจ ไต โรคเลือด มะเร็งหรือเอดส์ เป็นต้น
– ผู้หญิงตั้งครรภ์ โดยเสี่ยงป่วยรุนแรงกว่าคนทั่วไปสูงถึง 4 เท่า
– ผู้ที่มีน้ำหนักมาก 100 กิโลกรัมขึ้นไป
– ผู้ที่มีภาวะพิการทางสมอง
– เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี
– ผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไป

7.1patient

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเมื่ออยู่ที่บ้าน

ในผู้ป่วยที่ไม่ได้มีอาการรุนแรงมาก กล่าวคือ มีไข้ไม่สูง ไม่อ่อนเพลียมากนักและยังพอรับประทานอาหารได้ เราสามารถดูแลสุขภาพผู้ป่วยที่บ้านอย่างถูกต้องได้ โดยทำได้ดังนี้ค่ะ

1.ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้สดให้มากๆ งดดื่มน้ำเย็นจะดีที่สุด

2.รับประทานแต่เพียงอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ไข่และผักผลไม้ อีกทั้งอาหารทุกชนิดไม่ควรรับประทานรสจัด

3.รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล (ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน) ควบคู่กับการรับประทานยารักษาอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก ยาละลายเสมหะ โดยทานตามคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรที่จ่ายยาให้

4.หากเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียขึ้นแทรกซ้อนจะต้องรับประทานยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่งจนหมด

5.หมั่นเช็ดตัวเพื่อให้ไข้ลดด้วยน้ำสะอาดอุ่นๆ อยู่เป็นระยะ โดยเช็ดจากแขนขาย้อนขึ้นมายังด้านบนลำตัวเพื่อเปิดรูขุมขนให้ระบายพิษไข้ความร้อนได้สะดวก จากนั้นเช็ดให้ครบทุกจุดทั้งหน้าผาก ซอกรักแร้ ขาหนีบข้อพับแขน – ขา และควรใช้ผ้าห่มปิดในส่วนหน้าอกเอาไว้ในระหว่างเช็ดตัว ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกเย็นจนหนาวสั่น ทั้งยังเสี่ยงเกิดปอดบวมอีกได้ด้วย และหากผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่นขึ้นก็ต้องหยุดเช็ดตัวและควรรีบห่มผ้าให้ร่างกายอบอุ่นทันที

6.ผู้ป่วยควรทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลาย ไม่ควรเครียดกังวลใดๆ และควรนอนพักผ่อนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ซึ่งอากาศจะต้องไม่หนาวเย็นจนเกินไป หรือหลีกเลี่ยงการเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นๆ จะดีที่สุด

หากดูแลรักษาสุขภาพผู้ป่วยจากที่บ้านได้อย่างถูกต้องดังกล่าวแล้ว อาการไข้หวัดจะค่อยๆ บรรเทาลงและสามารถหายเองได้ภายใน 5 – 7 วัน แต่ผู้ป่วยจะต้องพักผ่อน ไม่ทำงานหรือยกของหนักในระหว่างพักรักษาตัว เท่านี้ก็จะช่วยขับไล่โรคไข้หวัดใหญ่ให้หายไปจากร่างกายได้อย่างไม่ยากเย็นแล้ว

About laithai Mahaniyom